ทำไมจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร
รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก นักวิจัยเชี่ยวชาญ
นันทนิจ ผลพนา นักวิจัยชำนาญการ
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
1. บทนำ
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เริ่มโครงการปลูกพืชสมุนไพรที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีการปลูกขมิ้นชัน ไพล และฟ้าทะลายโจร เพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านมีรายได้เสริม หมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านเขมรอพยพมาก่อน หลังจากเขมรได้กลับคืนประเทศกัมพูชา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงได้รับมอบหมายให้จัดตั้งหมู่บ้านทับทิมสยามตามแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา โดยอยู่ในความดูแลของสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิด และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตสมุนไพรที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในด้านการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการปลูกสมุนไพรอินทรีย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรหลักให้แก่ โรงพยาบาลวังน้ำเย็น และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อีกด้วย
2. ทำไมฟ้าทะลายโจรจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำ ?
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่ทำการผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัดด้วยน้ำ นักวิจัยทั้งจากภาครัฐและเอกชนไม่ค่อยนิยมใช้สารสกัดน้ำ เพราะการสกัดฟ้าทะลายโจรด้วยน้ำ จะได้ปริมาณสารสำคัญออกฤทธิ์น้อยกว่าการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เหตุผลที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เลือกใช้น้ำในการเตรียมสารสกัดเนื่องจาก
- การใช้ของแพทย์แผนไทย จะเลือกใช้น้ำเป็นตัวทำละลายในการต้มยาสมุนไพร
- ถ้าใช้ในรูปแบบใบแห้ง/ผงบด แล้วบรรจุแคปซูล อาจต้องรับประทานยาเป็นจำนวนมากถึง 9-12 แคปซูลต่อวัน จึงจะได้สารออกฤทธิ์เพียงพอต่อการรักษาโรค ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
- การใช้น้ำในการสกัดจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าแอลกอฮอล์ ซึ่งมีราคาแพงกว่าและจะต้องมั่นใจว่าสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในสารสกัดออกได้หมด แอลกอฮอล์สามารถสกัดสารออกฤทธิ์หลักได้ปริมาณมาก ซึ่งเป็นข้อดี แต่สารสกัดเข้มข้นที่ได้ จะมีลักษณะเหนียวข้น ซึ่งเมื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาจจะปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาได้น้อยกว่าสารสกัดน้ำ ทำให้ปริมาณยาที่จะถูกดูดซึมมีน้อย จึงส่งผลให้ระดับตัวยาสำคัญในกระแสเลือดน้อยกว่าสารสกัดน้ำที่มีการละลายของสารออกฤทธิ์ได้ดีกว่า เมื่อรับประทานยาแคปซูลที่ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide เท่ากัน
3. ทำไมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงประสบความสำเร็จในการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ?
3.1 การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ)
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์สารสำคัญออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรได้พร้อมกัน 4 ชนิด ได้แก่ Andrographolide (AP1), 14-Deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3), Neoandrographolide (AP4) และ 14-deoxyandrographolide (AP6) และนำมาใช้ในการควบคุมปริมาณสารสำคัญในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรตั้งแต่การเลือกระยะเวลาเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์โดยเฉพาะ Andrographolide ได้มากที่สุด และมีการศึกษาความคงตัวของสารสำคัญในวัตถุดิบว่าสามารถเก็บได้อย่างน้อย 3 ปี ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์และวิธีการเก็บรักษา
3.2 การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ)
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีการตรวจสอบและควบคุมปริมาณของสารสำคัญทั้งในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรก่อนนำมาใช้ในการเตรียมสารสกัดน้ำและหลังจากได้สารสกัดเป็นผงแห้งแล้ว และได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรครั้งแรก เรื่อง “วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae)และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547
ต่อมา ได้ทำการยื่นจดอนุสิทธิบัตรอีก 1 เรื่อง คือ “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae), องค์ประกอบทางเภสัชกรรมของสารสกัดดังกล่าว และการใช้สารสกัดดังกล่าวสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หรือยาลดความดันโลหิต หรือยาที่ใช้รักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ตับและท่อน้ำดี” เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555
3.3 การผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ)
สถาบันฯได้พัฒนาสูตรยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร โดยนำสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญที่แน่นอนมาใช้ในการผลิตแคปซูล ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีปริมาณสาร Andrographolide (AP1) 10 มิลลิกรัมต่อแคปซูล และบรรจุในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม เพื่อให้สารสำคัญมีความคงตัวที่ดี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรนี้ ยังได้มีการศึกษาการละลาย (Dissolution testing) เพื่อดูการละลายของสารสำคัญจากแคปซูลอีกด้วย ผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีการละลายของ AP1 มากกว่า 80% ใน 45 นาที
4. ทำไมต้องมีการถ่ายเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดให้ภาคเอกชน?
เนื่องจาก ในระดับอุตสาหกรรมมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก การเข้าไปร่วมทำการวิจัยเพื่อขยายกำลังการผลิตสารสกัดกับโรงงานที่มีอยู่แล้ว จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยาสมุนไพรภายในประเทศ
บริษัท ปานะโอสถ จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณ มีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล (GMP PIC/S) และบิดาเจ้าของโรงงาน เป็นแพทย์แผนไทยมาก่อน จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และนำสมุนไพรไทยไปสู่ตลาดโลกให้เป็นที่รู้จัก
5. การขึ้นทะเบียนยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรและแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (สำหรับแก้ไข้) ให้กับ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด โดยมูลนิธิจุฬาภรณ์เป็นผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับเลขทะเบียนที่ G 616/65 ในปี พ.ศ. 2565 เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรขายทั่วไปประเภทยาจากสมุนไพร โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” หรือ “PC-1999” ซึ่งมีความหมายดังนี้
PC เป็นคำย่อมาจาก Princess Chulabhorn
พระนามขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
1999 เป็นปีที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดงานประชุม
Princess Chulabhorn Science Congress ครั้งที่ 4
ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542)
และองค์ประธานสถาบันฯ ทรงริเริ่มโครงการสมุนไพร
ที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05
หลังจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเสด็จในพระราชพิธีเปิดงานประชุมฯ แล้ว ทรงมีพระราชดำรัสชมเชยการดำเนินงานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในเวทีนานาชาติ และทรงพระราชทานพระราโชบายให้องค์ประธานสถาบันฯ นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ระดับรากหญ้า จึงเป็นที่มาของ “โครงการสมุนไพรของหมู่บ้านทับทิมสยาม 05” โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “Green Health” ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการพัฒนาศักยภาพของสตรีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 (หมายเลขทะเบียน 1299/62) เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในรายการทดสอบสารสำคัญในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 2 ชนิด คือ สาร Andrographolide (AP1) และ 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3) ในผงบด สารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร และได้เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์แก่ผู้ใช้บริการทั่วไป นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้มีความร่วมมือกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติในการผลิตวัสดุอ้างอิงรับรอง (Certified reference material: CRM) ขึ้นใช้เองในประเทศ สำหรับการควบคุมคุณภาพของฟ้าทะลายโจร ไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูง ทำให้สามารถให้บริการตรวจวิเคราะห์ในราคาที่ต่ำลง และสถาบันฯ ยังมีความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการจัดทำมาตรฐาน “สารสกัดฟ้าทะลายโจรผง” (มอก. 2928-2562) อีกด้วย
ในการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร จำเป็นต้องควบคุมปริมาณสาร Andrographolide (AP1) เพราะเป็นสารออกฤทธิ์หลักที่สำคัญ ส่วนสาร 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3) อาจทำให้เกิดอาการใจสั่นได้ ถ้ามีปริมาณมาก โดยเฉพาะในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่เก็บไว้มากกว่า 3 ปี ปริมาณสาร AP3 จะสูงขึ้น สารทั้ง 2 ชนิดนี้ ควรต้องมีปริมาณตามข้อกำหนดของตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia; THP) และตำรามาตรฐานยาของสหรัฐอเมริกา (United States Pharmacopeia; USP)
การที่สถาบันฯ ได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเวลา ทำให้งานวิจัยผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรของสถาบันฯ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และยังเป็นการสนับสนุนคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรของประเทศไทย จากการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้านเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจร ทั้งในด้านการเพาะปลูก การควบคุมคุณภาพสารสำคัญของวัตถุดิบ สารสกัด และผลิตภัณฑ์ การวิจัยทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาในหลอดทดลอง/สัตว์ทดลอง ตลอดจนการวิจัยประสิทธิภาพและความปลอดภัยในทางคลินิก ปัจจุบัน มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับงานวิจัยฟ้าทะลายโจรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2569) รวม 18 เรื่อง
นอกจากนี้ ผลงานวิจัยเรื่อง “ฟ้าทะลายโจร: จากงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้” ของคณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในระดับ “ดีมาก” จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567
สำหรับผลงานวิจัยฟ้าทะลายโจรจำนวน 18 เรื่อง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างประเทศ (Q1-Quartile 1) ในฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) บทความวิจัยเหล่านี้ มีนักวิจัยจากประเทศต่างๆอ้างอิงผลงานของสถาบันฯ (พ.ศ. 2547-ปัจจุบัน) จำนวนรวม 714 ครั้ง (ณ เดือนมีนาคม 2569)
ฟ้าทะลายโจร จัดเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สถาบันฯ ได้มีความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในการสนับสนุนการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการน้อย ทำให้สมุนไพรนี้เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
7.บทสรุป
การใช้น้ำเป็นตัวทำละลายในการทำสารสกัดฟ้าทะลายโจร เพื่อให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide (AP1) ตามที่ต้องการ จะต้องใช้องค์ความรู้พื้นฐานทางเคมี เพื่อพัฒนาวิธีการสกัดด้วยน้ำที่เหมาะสม และการพัฒนาวิธีการวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ที่สำคัญ เพื่อใช้ในการควบคุมคุณภาพ ที่เริ่มต้นตั้งแต่ การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง กระบวนการสกัดที่เหมาะสม การติดตามความเสถียรของสารสำคัญในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการศึกษาเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ในท้องตลาด โดยเฉพาะการละลายของสารสำคัญจากผลิตภัณฑ์ (Dissolution testing) เพื่อให้สารถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งการศึกษาวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอย่างต่อเนื่องของสถาบันฯ นี้ เพื่อสนองพระปณิธานขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ว่าด้วย “การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร”
ปัจจุบัน หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว เป็นแหล่งผลิตพืชสมุนไพรที่สำคัญของประเทศไทย และผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999 (PC-1999) ซึ่งเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมของสารสกัดฟ้าทะลายโจร ที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและเหมาะสมสำหรับความคงตัวของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ เป็นการยกระดับยาสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานระดับสากลต่อไป
ผลงานวิจัยฟ้าทะลายโจรจำนวน 18 เรื่อง
ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างประเทศ (Q1-Quartile 1) ในฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) มีการอ้างอิง (พ.ศ. 2547-2 มีนาคม 2569) รวม 714 ครั้ง
1) Songvut, P., Payoong, P., Akkapaiboon Okada, P., Rittapai, N., Suntararuks, S., Akanimanee, J., Rangkadilok, N., Panomvana, D., Puranajoti, P., Satayavivad, J.
Exploratory pharmacokinetic-pharmacodynamic characterization and safety of standardized Andrographis paniculata aqueous extract capsules in patients with mild COVID-19.
(2026) Frontiers in Pharmacology (accepted on 13 February 2026)
(IF 2025 = 4.8, Q1)
2) Songvut, P., Akanimanee, J., Suriyo, T., Pholphana, N., Rangkadilok, N., Panomvana, D., Puranajoti, P., Satayavivad, J.
Non-linear oral bioavailability and clinical pharmacokinetics of high-dose Andrographis paniculata ethanolic extract: Relevant dosage implications for COVID-19 treatment.
(2025) Pharmaceutical Biology, 63(1), 42-52.
Cited 2 times. (IF 2025 = 4.8, Q1)
3) Rangkadilok, N., Pholphana, N., Akanimanee, J., Panomvana, D., Puranajoti, P., Songvut, P., Satayavivad, J.
Comparison of diterpenoid contents and dissolution profiles of selected Andrographis paniculata crude and extract capsules.
(2024) Phytochemical Analysis, 35(6), 1309-22.
Cited 5 times. (IF 2024 = 3.0, Q1)
4) Songvut, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Suriyo, T., Panomvana, D., Puranajoti, P., Akanimanee, J., Satayavivad, J.
Comparative pharmacokinetics and safety evaluation of high dosage regimens of Andrographis paniculata aqueous extract after single and multiple oral administration in healthy participants.
(2023) Frontiers in Pharmacology, 14, art. no. 1230401.
Cited 20 times. (IF 2023 = 4.4, Q1)
5) Songvut, P., Pholphana, N., Suriyo, T., Rangkadilok, N., Panomvana, D., Puranajoti, P., Satayavivad, J.
A validated LC–MS/MS method for clinical pharmacokinetics and presumptive phase II metabolic pathways following oral administration of Andrographis paniculata extract.
(2023) Scientific Reports, 13 (1), art. no. 2534.
Cited 20 times. (IF 2023 = 3.8, Q1)
6) Songvut, P., Suriyo, T., Panomvana, D., Rangkadilok, N., Satayavivad, J.
A comprehensive review on disposition kinetics and dosage of oral administration of Andrographis paniculata, an alternative herbal medicine, in co-treatment of coronavirus disease.
(2022) Frontiers in Pharmacology, 13, art. no. 952660.
Cited 20 times. (IF 2022 = 5.988, Q1)
7) Suriyo, T., Chotirat, S., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Satayavivad, J.
Interactive effects of Andrographis paniculata extracts and cancer chemotherapeutic
5-fluorouracil on cytochrome P450s expression in human hepatocellular carcinoma HepG2 cells.
(2021) Journal of Herbal Medicine, 26, art. no. 100421.
Cited 12 times. (IF 2021 = 2.542, Q2)
8) Tajai, P., Suriyo, T., Rangkadilok, N., Fedeles, B.I., Essigmann, J.M., Satayavivad, J.
Andrographolide, an antioxidant, counteracts paraquat-induced mutagenesis in mammalian cells.
(2020) Asian Pacific Journal of Cancer Prevention, 21, pp. 3-8.
Cited 4 times. (IF 2020 = 1.77, Q2)
9) Worasuttayangkurn, L., Nakareangrit, W., Kwangjai, J., Sritangos, P., Pholphana, N., Watcharasit, P., Rangkadilok, N., Thiantanawat, A., Satayavivad, J.
Acute oral toxicity evaluation of Andrographis paniculata-standardized first true leaf ethanolic extract.
(2019) Toxicology Reports, 6, pp. 426-430.
Cited 53 times. (IF 2019 = 0.912, Q1)
10) Nantajit D, Jetawattana S, Suriyo T, Grdina DJ, Satayavivad, J.
Andrographis paniculata diterpenoids protect against radiation-induced transformation in BALB/3T3 cells.
(2017) Radiation Research, 188(1), pp. 66–74.
Cited 6 times. (IF 2017 = 2.539, Q1)
11) Suriyo, T., Pholphana, N., Ungtrakul, T., Rangkadilok, N., Panomvana, D., Thiantanawat, A., Pongpun, W., Satayavivad, J.
Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects.
(2017) Planta Medica, 83 (9), pp. 778-789.
Cited 14 times. (IF 2017 = 2.494, Q1)
12) Pholphana, N., Panomvana, D., Rangkadilok, N., Suriyo, T., Puranajoti, P., Ungtrakul, T., Pongpun, W., Thaeopattha, S., Songvut, P., Satayavivad, J.
Andrographis paniculata: Dissolution investigation and pharmacokinetic studies of four major active diterpenoids after multiple oral dose administration in healthy Thai volunteers.
(2016) Journal of Ethnopharmacology, 194, pp. 513-521.
Cited 34 times. (IF 2016 = 2.981, Q1)
13) Pholphana, N., Panomvana, D., Rangkadilok, N., Suriyo, T., Ungtrakul, T., Pongpun, W., Thaeopattha, S., Satayavivad, J.
A simple and sensitive LC-MS/MS method for determination of four major active diterpenoids from Andrographis paniculata in human plasma and its application to a pilot study.
(2015) Planta Medica, 82 (1-2), pp. 113-120.
Cited 17 times. (IF 2015 = 2.342, Q1)
14) Suriyo, T., Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Satayavivad, J.
Andrographis paniculata extracts and major constituent diterpenoids inhibit growth of intrahepatic cholangiocarcinoma cells by inducing cell cycle arrest and apoptosis.
(2014) Planta Medica, 80 (7), pp. 533-543.
Cited 41 times. (IF 2014 = 2.152, Q1)
15) Pholphana, N., Rangkadilok, N., Saehun, J., Ritruechai, S., Satayavivad, J.
Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian).
(2013) Chinese Medicine (United Kingdom), 8 (1), art. no. 2, .
Cited 81 times. (IF 2013 = 2.343, Q1)
16) Yoopan, N., Thisoda, P., Rangkadilok, N., Sahasitiwat, S., Pholphana, N., Ruchirawat, S., Satayavivad, J.
Cardiovascular effects of 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts.
(2007) Planta Medica, 73 (6), pp. 503-511.
Cited 98 times. (IF 2007 = 1.848, Q1)
17) Thisoda, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Worasuttayangkurn, L., Ruchirawat, S., Satayavivad, J.
Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation.
(2006) European Journal of Pharmacology, 553 (1-3), pp. 39-45.
Cited 131 times. (IF 2006 = 2.522, Q1)
18) Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thongnest, S., Ruchirawat, S., Ruchirawat, M., Satayavivad, J.
Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees.
(2004) Phytochemical Analysis, 15 (6), pp. 365-371.
Cited 156 times. (IF 2004 = 1.385, Q1)
