สมุนไพรฟ้าทะลายโจรกับโรคนิปาห์ไวรัส: ศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดเชิงการแพทย์
ดร.สุทธิพงษ์ ชูจันทร์, รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
นิปาห์ไวรัส(Nipah virus)เป็นไวรัสในสกุล Henipavirus วงศ์ Paramyxoviridae ติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรคหลัก หรืออาจจะพบได้ในสุกร สุนัข แมว ม้า หรือแพะ โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับค้างคาวหรือสัตว์ติดเชื้อ ผ่านทางสารคัดหลั่ง น้ำลาย มูล และเสมหะของสัตว์ที่ติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนจะมีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง
เจ็บคอ ไอ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย หลังจากรับเชื้อ 4-14 วัน หรืออาจจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงทั้งทางระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองอักเสบหรือปอดเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 40-75 โรคติดเชื้อนิปาห์ไวรัสจัดเป็นโรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนที่สร้างความกังวลต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เนื่องจากการติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตสูงซึ่งในประเทศไทยพบว่ามีเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแต่ไม่พบว่ามีการระบาดสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและมนุษย์ ดังนั้นการควบคุมโรคจึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกัน การเฝ้าระวัง และการจัดการผู้ป่วยตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยาที่ใช้รักษาได้อย่างจำเพาะ จึงยังคงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ โดยในปัจจุบันภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ความสนใจต่อสมุนไพรและสารจากธรรมชาติในฐานะแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจึงเพิ่มสูงขึ้น โดยจากการติดตามบทความวิจัยพบว่ามีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาอาการจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่น กระชายขาว ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ
ภาพที่ 1 กลไกการเกิดโรคจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในมนุษย์ (Pathogenesis of Nipah Virus Infection in Humans) ภาพนี้แสดงลำดับขั้นของ การติดเชื้อและการดำเนินโรคของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus; NiV) ในมนุษย์ โดยไวรัสนิปาห์ มีค้างคาวกินผลไม้ (สกุล Pteropus) เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ การติดต่อสู่มนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้จาก การสัมผัสโดยตรงกับค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง การบริโภคอาหารหรือผลไม้ที่ปนเปื้อน โดยหลังจากไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ไวรัสนิปาห์จะจับกับเซลล์
เจ้าบ้านผ่าน โปรตีน G (NiV-G glycoprotein) ซึ่งจับกับตัวรับ ephrin-B2 และ ephrin-B3 ที่พบได้บนเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ เซลล์บุผนังหลอดเลือด และเซลล์ประสาท จากนั้นโปรตีน F ของไวรัสจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการหลอมรวมของเยื่อหุ้ม ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์และเริ่มกระบวนการ เพิ่มจำนวนของไวรัส (viral replication) ภายในเซลล์บริเวณไซโทพลาสซึม ไวรัสที่เพิ่มจำนวนแล้วจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด (viremia) ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในเซลล์บุผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย ก่อให้เกิด ภาวะหลอดเลือดอักเสบ (vasculitis) ความเสียหายของผนังหลอดเลือด และการเพิ่มความสามารถในการรั่วของหลอดเลือด กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ การทำลายกำแพงกั้นระหว่างเลือดกับสมอง (blood–brain barrier; BBB) ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง และก่อให้เกิด สมองอักเสบรุนแรง (encephalitis) ขณะเดียวกัน การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดปอดส่งผลให้เกิด การบาดเจ็บของเนื้อปอดและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute respiratory distress syndrome; ARDS) การดำเนินโรคที่รุนแรงร่วมกับการอักเสบและความผิดปกติของระบบหลอดเลือด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์มี อัตราการเสียชีวิตสูงประมาณร้อยละ 40–75
ภาพที่ 2 แสดงกลไกที่เป็นไปได้ของสาร andrographolide ซึ่งมีอยู่ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ยับยั้งและลดอาการของการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ได้แก่ 1.ยับยั้งไวรัสเข้าเซลล์ผ่านการจับโปรตีนบนผิวเซลล์ 2.รบกวนการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนไวรัส 3.ลดการหลั่งสารกระตุ้นอักเสบและกระตุ้นกลไกการป้องกันไวรัสนิปาห์ 4.ช่วยป้องกันไวรัสผ่าน blood brain barrier ลด oxidative stress และหลอดเลือดอักเสบ
ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) เป็นสมุนไพรสำคัญในแพทย์แผนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสารออกฤทธิ์หลักคือ andrographolide ซึ่งได้รับการศึกษากว้างขวางด้านฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาระดับ in silico พบว่า สาร andrographolide มีศักยภาพเชิงกลไกในการยับยั้งไวรัสนิปาห์ทางตรงและทางอ้อม ผ่านการรบกวนการเข้าสู่เซลล์ (viral entry) โดยแทรกตัวเข้าบริเวณ receptor-binding domain(RBD-like protein) หรือ glycoprotein interface โดยลด binding affinity ของโปรตีนไวรัสกับตัวรับ ephrin-B2 และ ephrin-B3 บนผิวเซลล์เจ้าบ้านที่จะเข้ามาสู่เซลล์ส่งผลให้ลดจำนวนไวรัส (viral load) รวมถึงลดประสิทธิภาพของกระบวนการหลอมรวมของเยื่อหุ้มระหว่างไวรัสกับเซลล์ ทำให้ไวรัสไม่สามารถปล่อยสารพันธุกรรมเข้าสู่ภายในเซลล์ได้อย่างสมบูรณ์ และ andrographolide อาจยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยรบกวนการทำงานของเอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase (RdRp) ส่งผลให้การสังเคราะห์สารพันธุกรรมของไวรัสและการสร้างโปรตีนโครงสร้างลดลง ทำให้การประกอบอนุภาคไวรัสใหม่ไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้จากการศึกษาฤทธิ์ของ andrographolide ยังพบว่ามีความสามารถในการควบคุมการอักเสบของเซลล์
เจ้าบ้าน (host cell) โดยลดการอักเสบผ่านทางโปรตีน NF-κB, MAPK, IL-6, TNF-α และ IL-1β ซึ่งทำให้ลดอาการไข้ ปรับสมดุลการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์เจ้าบ้าน โดยยับยั้งการกระตุ้นสัญญาณ NF-κB และ MAPK pathways ซึ่งนำไปสู่การลดการหลั่งไซโตไคน์อักเสบ เช่น IL-6, TNF-α และ IL-1β พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูการทำงานของ interferon signaling ที่มีบทบาทสำคัญในการต้านไวรัส ตลอดจนอาจลดความเสี่ยงต่อการอักเสบในสมอง ปอด และการอักเสบเชิงระบบ (Cytokine Storm) ซึ่งศักยภาพของสาร andrographolide ในฟ้าทะลายโจรยังสามารถใช้ได้ในโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ไข้หวัดใหญ่ โควิด ตลอดจนไข้หวัดตามฤดูกาล ซึ่งสมุนไพรฟ้าทะลายโจรทำงานในลักษณะของ สารต้านไวรัสแบบหลายเป้าหมาย (multi-target antiviral agent) ที่ผสานการยับยั้งไวรัสโดยตรงร่วมกับการควบคุมการอักเสบและการปกป้องอวัยวะสำคัญของร่างกาย
สมุนไพรและสารจากพืชเป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (phytochemicals) ที่หลากหลาย งานวิจัยจำนวนมากรายงานว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อหรือการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการนำเทคนิค in vitro และ in silico มาใช้คัดกรองสารจากสมุนไพรเพื่อประเมินความสามารถในการยับยั้งโปรตีนหรือกระบวนการสำคัญของไวรัส อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่สามารถสรุปเชิงการรักษาได้ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งประเด็นที่สำคัญคือการใช้ขนาดยาและระยะเวลาของสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร จำเป็นต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ในกรณีภาวะฉุกเฉินอาจจะใช้ขนาดยาของฟ้าทะลายโจร โดยเทียบเคียงกับขนาดที่ใช้ในโรคโควิด-19 ไปพลางก่อนได้ ซึ่งบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับศักยภาพของสมุนไพรบางชนิดที่มีรายงานความเป็นไปได้ของฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ หรือเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องเชิงทฤษฎีกับการติดเชื้อ
นิปาห์ไวรัส พร้อมทั้งอภิปรายข้อจำกัดและทิศทางการวิจัยในอนาคต ในเชิงทฤษฎี สารจากสมุนไพรอาจมีบทบาทผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ การรบกวนการเกาะของไวรัสกับเซลล์เจ้าบ้าน การยับยั้งเอนไซม์หรือโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของไวรัส และการลดการอักเสบที่มากเกินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความรุนแรงของโรค อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้ยังต้องการการพิสูจน์ในระบบชีวภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ในอนาคต การศึกษาต่อยอดพืชสมุนไพรต้านไวรัสในระดับโมเลกุล สัตว์ทดลอง และการทดลองทางคลินิกจะมีบทบาทสำคัญในการประเมินศักยภาพที่แท้จริงของสมุนไพรในบริบทของโรคอุบัติใหม่ชนิดนี้
เอกสารอ้างอิง
Ang, B. S. P., Lim, T. C. C., & Wang, L. (2018). Nipah virus infection. Journal of Clinical Microbiology, 56(6), e01875-17. https://doi.org/10.1128/JCM.01875-17
Clayton, B. A., Middleton, D., Bergfeld, J., Haining, J., Arkinstall, R., Wang, L., & Marsh, G. A. (2012). Transmission routes for Nipah virus from Malaysia and Bangladesh. Emerging Infectious Diseases, 18(12), 1983–1993. https://doi.org/10.3201/eid1812.120875
DeBuysscher, B. L., Scott, D., Thomas, T., Feldmann, H., & Prescott, J. (2021). Nipah virus efficiently replicates in human smooth muscle cells. Cells, 10(6), 1319. https://doi.org/10.3390/cells10061319
Devnath, P., Uddin, M. H., Hossain, M. E., & Chakraborty, A. (2022). Pathogenesis of Nipah virus infection: A review. Microbial Pathogenesis, 170, 105687. https://doi.org/10.1016/j.micpath.2022.105687
Lee, B., & Ataman, Z. A. (2011). Modes of paramyxovirus fusion: A Henipavirus perspective. Trends in Microbiology, 19(8), 389–399. https://doi.org/10.1016/j.tim.2011.05.005
Mathieu, C., Guillaume, V., Volchkova, V. A., Pohl, C., Jacquot, F., Looi, R. Y., Wong, K. T., Legras-Lachuer, C., Volchkov, V. E., Lachuer, J., & Horvat, B. (2012). Nonstructural Nipah virus C protein regulates both the early host proinflammatory response and viral virulence. Journal of virology, 86(19), 10766–10775. https://doi.org/10.1128/JVI.01203-12
Negrete, O. A., Levroney, E. L., Aguilar, H. C., Bertolotti-Ciarlet, A., Nazarian, R., Tajyar, S., & Lee, B. (2005). EphrinB2 is the entry receptor for Nipah virus, an emergent deadly paramyxovirus. Nature, 436(7049), 401–405. https://doi.org/10.1038/nature03838
Escaffre, O., Borisevich, V., & Rockx, B. (2013). Pathogenesis of Hendra and Nipah virus infection in humans. Journal of Infectious Diseases, 209(Suppl 2), S122–S130. https://doi.org/10.1093/infdis/jit463
Rockx, B., Brining, D., Kramer, J., Callison, J., Ebihara, H., Mansfield, K., & Feldmann, H. (2011). Clinical outcome of henipavirus infection in hamsters is determined by the route and dose of infection. Journal of Virology, 85(15), 7658–7671. https://doi.org/10.1128/JVI.00473-11
Adiguna, S. P., Wijaya, Y. T., Rahmi, E. P., & Kurniawan, F. (2021). Antiviral activities of andrographolide and its derivatives: Mechanism of action and potential application. Viruses, 13(11), 2209. https://doi.org/10.3390/v13112209
Cai, Q., Lin, Y., Shi, S., & Huang, Y. (2022). Andrographolide: A review of its pharmacology, mechanisms of action, and therapeutic potential. Frontiers in Pharmacology, 13, 920435. https://doi.org/10.3389/fphar.2022.920435
Hidalgo, M. A., Romero, A., Figueroa, J., Cortés, P., Concha, I. I., & Hancke, J. L. (2005). Andrographolide interferes with binding of nuclear factor-κB to DNA in HL-60-derived neutrophilic cells. British Journal of Pharmacology, 144(5), 680–686. https://doi.org/10.1038/sj.bjp.0706104
Ren, Z., Chen, Z., Xie, Y., & Coghi, P. (2025). Andrographolide and Its Derivatives: A Comprehensive Review of Anti-Infective Properties and Clinical Potential. Molecules, 30(21), 4273. https://doi.org/10.3390/molecules30214273
Malarvizhi, G. L., & Bayry, J. (2025). Rationally Designed Functionalized Phytochemical-Conjugated Fullerene Quantum Dots Inhibiting Viral Chaperone Activity and RNA-Dependent RNA Polymerase in Nipah Virus. FASEB journal : official publication of the Federation of American Societies for Experimental Biology, 39(15), e70890. https://doi.org/10.1096/fj.202501100R
Mandal, M., & Mandal, S. (2024). Discovery of multitarget-directed small molecule inhibitors from andrographis paniculata for Nipah virus disease therapy: Molecular Docking, molecular dynamics simulation and ADME-Tox profiling. Chemical Physics Impact, 8, 100493. doi:10.1016/j.chphi.2024.100493

