Announcement

Other Links

ผลงานตีพิมพ์ของห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ
ได้รับรางวัล 2019 Best Paper Award
จากวารสาร “Environmental Science and Technology Letters”


   ผลงานตีพิมพ์ของห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับรางวัล 2019 Best Paper Award จากวารสารระดับนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม “Environmental Science and Technology Letters” (2018 Impact Factor 6.934) โดยเป็น 1 ใน 5 บทความที่ได้รับการคัดเลือกจากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ตลอดปี 2562 จำนวนทั้งสิ้น 123 บทความ ซึ่งบทความที่ได้รับเลือกแสดงความโดดเด่นและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี

     ผลงานที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นงานวิจัยเรื่อง “CrAssphage as a potential human sewage marker for microbial source tracking in Southeast Asia” โดย นายเอกชัย คงประจักษ์ ศาสตราจารย์ ดร.ศกรณ์ มงคลสุข และ ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน

     งานวิจัยนำเสนอการประยุกต์ใช้แบคเทอริโอเฟจ หรือ ไวรัสในแบคทีเรีย ที่เรียกว่า crAssphage เพื่อใช้ระบุการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลจากมนุษย์ในแหล่งน้ำ แนวคิดการใช้จุลินทรีย์ที่จำเพาะในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์หรือสัตว์ เพื่อระบุแหล่งปล่อยมลพิษน้ำเสีย ที่เรียกว่า microbial source tracking (MST) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเสื่อมโทรม โดยมุ่งเน้นการจัดการและลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดได้อย่างแม่นยำ

     ไวรัส crAssphage ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2557 ด้วยวิธีทางเมตาจีโนมิกส์โดยใช้โปรแกรม cross assembly ในผลงานของทีมวิจัยจากห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพได้ทดสอบหาปริมาณไวรัส crAssphage ด้วยวิธี quantitative polymerase chain reaction (qPCR) พบว่ามีความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) สูง สำหรับใช้บ่งชี้การปนเปื้อนจากสิ่งปฏิกูลจากมนุษย์ในประเทศไทย

     รายงานนี้เป็นรายงานแรกของประเทศไทยและเอเชีย งานวิจัยยังได้นำเสนอผลการใช้ไวรัส crAssphage ในแม่น้ำท่าจีน ซึ่งสามารถจำแนกแหล่งปล่อยมลพิษน้ำเสียจากชุมชนออกจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ได้อย่างแม่นยำ

     ผลจากงานวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่า crAssphage มีความเหมาะสมในการใช้เพื่อจำแนกแหล่งปล่อยมลพิษซึ่งเป็นน้ำเสียจากกิจกรรมชุมชนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และสามารถประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการมลพิษทางน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของประเทศไทยให้มีคุณภาพดีขึ้น ประโยชน์ของผลงานวิจัยนี้ยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ต่อความก้าวหน้าในวงการวิชาการทั่วโลก และสามารถนำไปประยุกต์เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นชุดทดสอบภาคสนามได้ในอนาคต

สามารถอ่านผลงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่ https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acs.estlett.9b00041


24 มิถุนายน 2563


© Copyright 2006 Chulabhorn Research Institute